วัคซีนซิโนแวค
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on telegram
Telegram
Share on pinterest
Pinterest

ทำความรู้จักกับวัคซีนซิโนแวคกัน

แน่นอนว่าวัคซีนซิโนแวคเป็นประเด็นถกเถียงอย่างมากถึงคุณภาพของตัววัคซีนเอง และยังมีกะแสข่าวเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีนซิโนแวคเอง วันนี้เราจึงอยากให้ทุกคนเปิดใจ มาทำความรู้จักกับวัคซีนซิโนแวคไปพร้อมๆกัน

วัคซีนซิโนแวคมีชื่ออย่างเป็นทางการ: วัคซีนโคโรนาแวค (​CoronaVac)

ผลิตโดย: ซิโนแวก ไบโอเทค (Sinovac Biotech) บริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติจีน

ชนิดของวัคซีน: Inactivated vaccines หรือวัคซีนชนิดเชื้อตาย

อายุที่ฉีดได้: ในช่วงแรกอนุญาตให้ฉีดได้เฉพาะอายุ 18-59 ปี

จำนวนเข็ม: 2 เข็ม เข็มแรกห่างจากเข็มที่ 2 ราว 2-4 สัปดาห์

ผลข้างเคียงที่พบ: อาการทั่วไป มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อักเสบบริเวณที่ฉีด บางรายอาจมีอาการท้องเสีย อาเจียน หรือมีผื่นตามร่างกาย

ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัส: 51-84 % (จะขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ เป็นการประเมินของ WHO)

ประสิทธิภาพในการลดอาการรุนแรงถึงชีวิต: 85%

ประสิทธิภาพในการลดการแพร่เชื้อ: ไม่พบข้อมูล

ประสิทธิภาพของซิโนแวดต่อเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ต่าง ๆ

  • สายพันธุ์อังกฤษ หรือสายพันธุ์อัลฟ่า : มีประสิทธิภาพดี
  • สายพันธุ์แอฟริกาใต้ หรือสายพันธุ์เบต้า : ลดลง 70% เมื่อฉีดครบ 2 เข็ม
  • สายพันธุ์บลาซิล หรือสายพันธุ์แกมมา : มีประสิทธิภาพดี
  • สายพันธุ์อินเดีย หรือสายพันธุ์เดลตา  : ลดลง 4.9 เท่า เมื่อฉีดครบ 2 เข็ม (ข้อมูลจากศ.คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์อุดม คชินทร)

ประเทศที่ฉีด: มากกว่า 30 ประเทศ ได้แก่ จีน ไทย แอลเบเนีย อาเซอร์ไบจาน บราซิล กัมพูชา ชิลี โคลอมเบีย สาธารณรัฐโดมินิกัน เอกวาดอร์ อียิปต์ เอลซัลวาดอร์ ฮ่องกง อินโดนิเซีย ลาว มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ปานามา ฟิลิปปินส์ ตูนีเซีย ตุรกี ยูเครน อุรุกวัย ซิมบับเว เป็นต้น

สถานะการรับรองโดย WHO: ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นวัคซีนที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน

ข้อควรระวัง: สามารถฉีดให้กับคนอายุ 18-59 ปีได้อย่างปลอดภัย แต่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ควรให้แพทย์พิจารณาถึงความพร้อมของร่างกายก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนซิโนแวค ควรหลีกเลี่ยงในผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือน

มาถึงตอนนี้เราลองมาศึกษาผลข้างเคียงในแต่ละกลุ่มกันดีกว่าว่าวัคซันซิโนแวคมีผลข้างเคียงอะไรกับกลุ่มต่างๆกันบ้าง

บทสรุปของข้อมูลด้านความปลอดภัย ปัจจุบันมีการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 1/2 ในประเทศจีน จำนวน 2 การศึกษา และการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 จำนวน 3 การศึกษา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังไม่มีการนำเสนอบทสรุปของข้อมูลด้านความปลอดภัยอย่างเป็นระบบจากการ วิเคราะห์ขั้นแรกก่อนการวิจัยสิ้นสุดลง (interim analysis) ในประเทศบราซิลและตุรกี ข้อมูลที่แสดงด้านล่างนี้จึงเป็น เพียงข้อมูลจากการวิเคราะห์ขั้นแรกก่อนการวิจัยสิ้นสุดลงของการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 ของประเทศ อินโดนีเซียเท่านั้น

การวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 ของวัคซีนโคโรนาแวคในประเทศอินโดนีเซีย ใช้อาสาสมัครจำนวน 1,620 ราย ประกอบด้วยอาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับวัคซีน SARS-CoV-2 และวัคซีนหลอก กลุ่มละ 810 ราย ทั้งสองกลุ่มได้รับการฉีด วัคซีน SARS-CoV-2 หรือวัคซีนหลอก จำนวน 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 14 วัน ข้อมูลความปลอดภัยของอาสาสมัครทุกรายถูกนำมาวิเคราะห์แบบ intention-to-treat (ITT) โดยเป็นข้อมูลอาการไม่พึงประสงค์ที่อยู่ภายใต้การคาดหมาย (solicited adverse event) และอาการไม่พึงประสงคที่นอกเหนือการคาดหมาย (un-solicited adverse events) ที่ได้จากการวิเคราะห์ขั้นแรกก่อนการวิจัยสิ้นสุดลงภายใน 28 วันหลังจากการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563) พบรายงานอัตราการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ของการได้รับวัคซีนทั้ง 2 กลุ่ม เท่ากับ 71.5% นับตั้งแต่วันที่ได้รับ วัคซีนจนถึงภายหลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้ว 28 วัน โดยพบอัตราการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในกลุ่มที่ ได้รับวัคซนีโคโรนาแวคกับกลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอกคิดเป็น 71.6% และ 71.1% ตามลำดับ เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ พบส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่อยู่ภายใต้การคาดหมาย พบที่ 60.7% โดยพบในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนโคโรนาแวค กับกลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอกคิดเป็น 63.0% และ 54.0% ตามลำดับ สำหรับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่นอกเหนือการ คาดหมายในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนโคโรนาแวคกับกลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอกคิดเป็น 45.0% และ 43.7% ตามลำดับ โดย อัตราการเกิดอาการไม่พึงประสงค์เฉพาะที่ (local) ทั้งแบบที่อยู่ภายใต้การคาดหมายและนอกเหนือการคาดหมายไม่ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทั่วร่าง (systemic) ที่อยู่ภายใต้การคาดหมายในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนโคโรนาแวคสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับวัคซีน หลอกอย่างมีนัยสำคัญ เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ ปวดบริเวณที่ฉีด (local pain in injection site) และปวดกล้ามเนื้อ (myalgia) กลุ่มที่ได้รับวัคซีนโคโรนาแวคมีอัตราการเกิดอาการปวดบริเวณที่ฉีด 33.3% และ 30.5% ภายหลังจาก ได้รับการฉีดเข็มแรกและเข็มที่ 2 ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอกพบอัตราการเกิดอาการปวดบริเวณที่ ฉีด 22.2% และ 30.1% ภายหลังจากได้รับการฉีดเข็มแรกและเข็มที่ 2 ตามลำดับ สำหรับอาการปวดกล้ามเนื้อ พบในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนโคโรนาแวค 25.2% และ 19.6% ภายหลังจากได้รับการฉีดเข็มแรกและเข็มที่ 2 ตามลำดับ โดย กลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอกพบ 12.6% และ 9.0% ภายหลังจากได้รับการฉีดเข็มแรกและเข็มที่ 2 ตามลำดับ ความรุนแรงของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทั้งในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนโคโรนาแวคและกลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอกถูกจัดอยู่ใน ระดับรุนแรงน้อย (mild) มีอาสาสมัครเพียง 1 ราย ที่พบภาวะภูมิไวเกิน (hypersensitivity) แบบลมพิษ (urticaria) ซึ่งจัดป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่มีความรุนแรงระดับ 3 (grade 3) โดยพบในวันที่ 2 หลังจากได้รับวัคซีนและฟื้น ตัววันที่ 6 หลังจากได้รับการรักษา อัตราการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์แบบรุนแรงน้อยภายหลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ทั้งกลุ่มที่ได้รับวัคซีนโคโรนาแวคและกลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอก เท่ากับ 47.9 และ 42.1 ตามลำดับ

 ทั้งนี้ พบอัตรา การเกิดอาการไม่พึงประสงค์เฉพาะที่แบบรุนแรงในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนโคโรนาแวคต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอกอย่าง มีนัยสำคัญ หลังจากอาสาสมัครได้รับวัคซีนโคโรนาแวคเข็มแรกไปแล้ว 14 วัน พบอาการไม่พึงประสงค์เฉพาะที่จำนวน 158 ราย (39.0%) และพบอาการไม่พึงประสงค์ทั่วร่าง จำนวน 185 ราย (45.7%) โดยหลังจากอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนโคโรนาแวค เข็มที่ 2 ไปแล้ว 28 วัน พบอาการไม่พึงประสงค์เฉพาะที่จำนวน 137 ราย (34.5%) และพบอาการไม่พึงประสงค์ทั่วร่าง จำนวน 148 ราย (37.3%) อาการไม่พึงประสงค์เฉพาะที่ที่พบบ่อยที่สุด คือ ปวดบริเวณที่ฉีด สำหรับอาการไม่พึง ประสงค์ทั่วร่างที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการปวดกล้ามเนื้อ จากการศึกษานี้พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรงทั้งหมด 9 เหตุการณ์โดยจัดป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการได้รับวัคซีนจำนวน 5 เหตุการณ์และเหตุการรณ์ โคโรนาแวค ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการได้รับวัคซีนแบบน่าจะใช่ (less likely) จำนวน 3 เหตุการณ์ อีก 1 เหตุการณ์ถูก จัดเป็นอาการไม่พึงประสงค์แบบไม่น่าใช่ (unlikely) ซึ่งได้รับการประเมินโดยคณะกรรมการกำกับดูแลข้อมูลและ ความปลอดภัย (data safety and monitoring board (DSMB)) เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ อาการปวดและปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งพบในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนโคโรนาแวค เพียงเล็กน้อยและไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับกลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอก ความรุนแรงของเหตุการณ์ไม่พึง ประสงค์ที่พบส่วนใหญ่ถูกจัดเป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรงน้อยหรือรุนแรงปานกลาง พบรายงานการเกิดไข้ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนโคโรนาแวคเข็มแรก 2.5% และ 1.8% หลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 โดยไม่พบ ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของกลุ่มที่ได้รับวัคซนีโคโรนาแวคและกลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอก

ถึงอย่างไรการเข้าถึงข้อมูลยังเป็นสิ่งที่จำเป็น และจะเห็นได้ว่าการบิดเบือนข้อมูลที่เราพบข่าวออนไลน์ยังมีสูง ดังนั้นการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่จึงสำคัญมากๆ และในทางกลับกันการผลิตวัคซีนของแต่ละบริษัทยังมีข้อจำกัดเนื่องจากการทดลองในกลุ่มประชากรที่ยังน้อย และการสังเกตผลที่สั้น จึงไม่อาจการันตีไว้ว่าวัคซีนตัวใดจะให้ประสิทธิภาพ 100 เปอร์เซ็นต์ การศึกษาจึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาวัคซีนต่อไป และวัคซีนแต่ละตัวก็มีข้อจำกัดที่ไม่ได้เหมาะกับทุกคนและทุกช่วงอายุเช่นกัน การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถึงผลกระทบ ผลข้างเคียงของการฉัดวัคซีนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรศึกษาเป็นอันดับแรกๆ

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจากเอกสารกำกับยาโคโรนาแวค

Scroll to Top